california-fire-jungle

california-fire-jungle

ในฤดูหนาวของแต่ละปี ทางรัฐวางแผนที่จะใช้น้ำจากหิมะที่ละลาย โดยหวังว่ามันจะช่วยเติมเต็มแหล่งน้ำที่ขาดแคลนได้ในแต่ละปี แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาแถบไม่เกิดพายุหิมะที่เพียงพอจะสร้างหิมะมหาศาลได้เลย พอเกิดการขาดแคลนน้ำ ทำให้ต้องไปขุดน้ำจากแหล่งน้ำใต้ดิน ทำให้ทรัพยากรสำรองหมดไปอย่างรวดเร็ว จากการสำรวจรอบๆ บริเวณชั้นหินใต้ดิน Central Valley ทำให้ทราบว่าแต่ละปีเราสูญเสียน้ำไปมากถึง 29 ล้านเอเคอร์ ที่ไหลไปอยู่ทีทะเลสาปมีต อ่างเก็ฐน้ำขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศของแม่น้ำโคโลราโด

ไม่ใช่เพียงแค่แคลิฟอร์เนียเพียงรัฐเดียวเท่านั้นที่ประสบปัญหาขาดแคลนแหล่งน้ำสะอาด แต่รวมไปถึงโอเรกอน และบางส่วนของวอชิงตันก็มีปัญหานี้เช่นกัน ถัดมายังรัฐที่ประสบภัยแร้งมาตลอดกว่าหลายสิบปีอย่างซานดิเอโก ที่ชั้นหินที่เก็บน้ำใต้ดินค่อยๆ หมดลงไปอย่างช้าๆ ทุกวันๆ

หลายๆ รัฐจึงต้องตระหนักถึงปัญหาขาดแคลนน้ำกันใหม่ โดยเฉพาะแคลิฟอเนีย และแถบตะวันตกของประเทศที่ ถือว่ามีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับทางตอนตะวันออกของประเทศสหรัฐอเมริกาที่อุดมไปด้วยแหล่งน้ำมากมาย แต่ด้วยความหลากหลายในด้านภูมิศาสตร์ และฤดูกาลทำให้แคลิฟอร์เนียมีปัญหาในการจัดการน้ำอย่างหนักเป็นเวลากว่าหลายสิบปี ต่อมาจึงได้กำหนดปรับปรุงกฏหมายขึ้นมาใหม่พื่อนำมาจัดสรรการใช้น้ำภายในบริเวณพื้นที่ทั้งหมดของแคลิฟอร์เนีย รวมถึงทางตะวันตกที่ติดกันทั้งหมด

โดยข้อกำหนดบังคับใช้ส่วนแรกว่าด้วยสิทธในการใช้น้ำริมฝั่ง หรือแหล่งน้ำที่ติดอยู่กับที่ดินของตน (Riparian rights) กล่าวว่าผู้ครอบครองที่ดินสามารถใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำที่ตัดผ่านที่ดิน หรือรอบบริเวณของตนได้ โดยไม่ต้องขออนุญาติจากผู้ใด ไม่ต้องมีใบอนุญาติ หรือการรับรองจากรัฐบาล และส่วนถัดไปคือการห้ามไม่ให้มีการกักเก็บน้ำหรือเบี่ยงเบนเส้นทางน้ำไปทางอื่น เพื่อใช้ในฤดูแร้ง หรือขนถ่ายน้ำออกไปใช้นอกพื้นที่ตนเองที่ได้รับสิทธิ

การขนย้ายน้ำจากอีกที่หนึ่ง ไปสู่อีกที่หนึ่งถูกทำกันมาตลอดหลายปีเพื่อลดการขาดแคลนน้ำ โดยเฉพาะหน้าแล้ง แต่มีข้อกำหนดบังคับใช้จากคณะกรรมการของทางรัฐ ว่าจะต้องไม่เกิดผลกระทบใดๆ กับ ผู้ใช้น้ำ สัตว์น้ำ สัตว์ป่า หรือแหล่งน้ำอื่นๆ หากพบปัญหาใดๆ ทางรัฐจะไม่อนุญาติให้ทำการขนถ่ายน้ำเด็ดขาด โดยการอนุญาตินั้นจะต้องต่อทุกๆ 1 ปี หรือตามข้อตกลงพิเศษที่เห็นชอบจากทางรัฐและศาลของรัฐที่อาจจะเป็นการทำสัญญาแบบต่อเนื่องหลายปี